สรุป ความขัดแย้ง จีน กับ ออสเตรเลีย ในตอนนี้

11 มิ.ย. 2021 โดย ลงทุนแมน

จีน กับ ออสเตรเลีย เป็น 2 ประเทศ ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน
ซึ่งมีหลักฐานปรากฏว่า ทั้ง 2 ประเทศ เริ่มทำการค้ากันมา ตั้งแต่ปี 1750 และพึ่งพาอาศัยกันเรื่อยมา

แต่ความขัดแย้งระหว่างจีนและออสเตรเลียครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2018
ดูเหมือนว่ากำลังสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศนี้อย่างหนัก

ต่างฝ่ายต่างออกมาตรการการตอบโต้ทางเศรษฐกิจกันไปมา
ซึ่งสร้างความเสียหายมากมายให้ทั้งคู่

ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ต้องบอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและออสเตรเลียนั้น ที่ผ่านมาถือว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นมานานไม่ต่ำกว่า 270 ปี

ในปี 2020 มูลค่าการส่งออกทั้งหมดของออสเตรเลียเท่ากับ 7.9 ล้านล้านบาท โดยการส่งออกกว่า 3.4 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 43% ของการส่งออกทั้งหมดของออสเตรเลียนั้น มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่จีน

โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญของออสเตรเลียที่ส่งออกไปจีนก็คือ สินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ออสเตรเลียอย่างมหาศาล

พอเรื่องเป็นแบบนี้ จึงบอกได้ว่า เศรษฐกิจของออสเตรเลียนั้นพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนมากพอสมควร ถ้าเศรษฐกิจจีนยังเติบโตได้ดีในอนาคต ออสเตรเลียก็น่าจะวางใจได้ในระดับหนึ่งว่า เศรษฐกิจประเทศตนเองก็น่าที่จะเติบโตไปได้ด้วยเช่นกัน

การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะแร่เหล็กและถ่านหิน ซึ่งนี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของออสเตรเลียนั้นไม่เคยประสบกับภาวะถดถอยในช่วงตั้งแต่ปี 1991-2020 หรือเป็นระยะเวลากว่า 29 ปี

อย่างกรณีของแร่เหล็กนั้น จีนก็ต้องการนำเข้าแร่เหล็กที่มีคุณภาพสูงเพื่อมาใช้ในประเทศ ซึ่งมีไม่กี่แห่งในโลก หนึ่งในนั้นอยู่ที่ออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันมานาน ก็เริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่ปี 2018 หลังจากที่ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา และเริ่มแสดงความกังวลที่มากขึ้นเกี่ยวกับอิทธิพลทางการเมืองของจีนในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม และเศรษฐกิจของออสเตรเลีย

ความกังวลดังกล่าว นำไปสู่การที่รัฐบาลออสเตรเลียสั่งห้ามบริษัทโทรคมนาคมของจีน ดำเนินการจัดหาอุปกรณ์สำหรับการวางโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 5G เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศและความเสี่ยงที่จะถูกแทรกแซงจากทางรัฐบาลจีน

รวมไปถึง การที่รัฐบาลออสเตรเลีย คัดค้านต่อจุดยืนของจีนที่เกี่ยวกับข้อพิพาททะเลจีนใต้ หลังจากที่จีนได้อ้างกรรมสิทธิ์และต้องการแสดงความเป็นเจ้าของในทะเลจีนใต้

อีกประเด็นที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน จนทำให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศย่ำแย่ลงไปอีกขั้นก็คือ การที่รัฐบาลออสเตรเลียต้องการให้ผู้นำหลายประเทศช่วยกันค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นของจีน

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทางรัฐบาลออสเตรเลียยังถือเป็นหนึ่งในเสียงหลัก ที่ออกมาเรียกร้องให้ทางรัฐบาลจีน
ออกมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการระบาดของเชื้อไวรัส

พอเรื่องเป็นแบบนี้ รัฐบาลจีนก็ได้มีการตอบโต้รัฐบาลออสเตรเลียเพื่อเอาคืนกับสิ่งที่ออสเตรเลียนั้นทำเอาไว้ โดยการนำมาตรการทางการค้ามาใช้ เริ่มตั้งแต่

– มีการประกาศว่าจะไม่ให้นักเรียนและนักศึกษาจีนเดินทางไปศึกษาในออสเตรเลีย ซึ่งนักเรียนและนักศึกษาจากจีนนั้น ถือเป็นนักเรียนและนักศึกษาต่างชาติที่มีจำนวนมากที่สุดในออสเตรเลีย ด้วยจำนวนมากถึง 200,000 คน ในปี 2019

– ห้ามนำเข้าเนื้อวัวจากบริษัทแปรรูปเนื้อวัวของออสเตรเลีย 4 แห่ง ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 35% ของการส่งออกเนื้อวัวทั้งหมดของออสเตรเลียมายังจีน

– เพิ่มภาษีนำเข้าข้าวบาร์เลย์จากออสเตรเลียในอัตรา 80% เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้พฤติกรรมการทุ่มตลาด

รวมไปถึงสินค้าอีกหลายอย่าง เช่น ฝ้าย ถ่านหิน เนื้อแดง รวมไปถึงไวน์ ที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีและการสั่งห้ามนำเข้ามายังจีน

ความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศยังส่งผลให้การลงทุนของจีนที่เข้าไปยังออสเตรเลียในปี 2020 ลดลงเหลือเพียง 24,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีการฟาดฟันในการกีดกันสินค้าต่าง ๆ จากออสเตรเลีย
แต่ก็มีสินค้าส่งออกอย่างหนึ่งในปี 2020 ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ของ 2 ประเทศ

สินค้านั้นก็คือ แร่เหล็ก (Iron Ore) ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบตั้งต้นที่สำคัญในการนำไปผลิตเหล็ก ที่ยังคงมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากปี 2019

แน่นอนว่า เหล็กนั้นถือเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของจีน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ป้อนวัตถุดิบให้แก่หลากหลายอุตสาหกรรมตั้งแต่ ก่อสร้าง รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ของประเทศ

ยิ่งการที่รัฐบาลจีนต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากไวรัสโควิด 19 ในครั้งนี้ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จึงทำให้ในวันนี้ จีนยังมีความต้องการนำเข้าแร่เหล็กเพื่อมาผลิตเหล็กจากออสเตรเลียในจำนวนมาก

ทำให้ในปี 2020 การนำเข้าแร่เหล็กของจีนนั้นเพิ่มสูงถึง 1,170 ล้านเมตริกตัน ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล
ซึ่งการนำเข้าแร่เหล็กทั้งหมดของจีนนั้น มาจากออสเตรเลียอยู่มากถึง 61% เลยทีเดียว

เมื่อรวมกับการที่รัฐบาลจีนจำกัดการส่งออกเหล็กเพื่อให้อุตสาหกรรมในจีนหลายแห่งนั้น มีปริมาณเหล็กที่สามารถใช้ได้อย่างเพียงพอ

แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์ที่ออสเตรเลียบางคนจะออกมาแนะนำให้รัฐบาลออสเตรเลียพยายามมองหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ เพื่อมาทดแทนตลาดส่งออกอย่างจีนในอนาคต

แต่ดูเหมือนว่า นี่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับออสเตรเลียที่จะหาตลาดส่งออกที่สามารถรองรับมูลค่าการส่งออกมหาศาลได้เท่ากับจีนในอนาคตอันใกล้

เรื่องนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนและออสเตรเลีย สุดท้ายแล้วจะออกมาในรูปแบบไหน แต่เชื่อว่า คงไม่มีฝ่ายไหนอยากให้ประเด็นดังกล่าวมาเป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ

เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของ 2 ประเทศนี้มีมูลค่ารวมกันกว่า 564 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของมูลค่า GDP ทั้งโลกเลยทีเดียว

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
รู้ไหมว่า ในออสเตรเลียนั้น มีชุมชนคนจีนในต่างแดน หรือที่เรารู้จักกันว่า “Chinatown” ตั้งอยู่ที่เมืองเมลเบิร์นซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศออสเตรเลียรองจากซิดนีย์

Cr.ลงทุนแมน