ไขคำถามคาใจว่าด้วยวัคซีนโควิด-19 ในออสเตรเลีย

16-04-2021. 8:28 AM. Updated 16 hours ago By Jodie Stephens Presented by Phantida Sakulratanacharoen

Scott Morrison holds a vial of the AstraZeneca vaccine. Source: AAP/SBS News

ต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าจะได้ฉีดวัคซีน แล้วเมื่อไรพรมแดนจะเปิด สารพันคำถามที่ผู้อ่านอยากรู้ว่าด้วยคำแนะนำล่าสุดเกี่ยวกับวัคซีนแอสตราเซเนกาและโครงการฉีดวัคซีนในออสเตรเลีย เอสบีเอส นิวส์ รวมคำตอบมาไว้ที่นี่แล้ว

กรอบเวลาฟื้นตัวจากโควิด-19 ของออสเตรเลียเผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังจากที่ทางการเปลี่ยนมาประกาศให้วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์เป็นวัคซีนแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า 50 ปี แทนวัคซีนแอสตราเซเนกา

ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลออสเตรเลียครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (European Medicines Agency: EMA) สืบสวนกรณีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ได้รับวัคซีน 86 รายจากผู้ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกาประมาณ 25 ล้านคนในยุโรป ซึ่งในจำนวนนี้ 18 รายถึงแก่ชีวิต  

กรณีส่วนใหญ่พบในผู้หญิงอายุน้อยกว่า 60 ปี

ก่อนหน้านี้ ชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่มีกำหนดได้ฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา

เมื่อมีคำแนะนำใหม่เรื่องวัคซีนเช่นนี้ เอสบีเอส นิวส์ สอบถามผู้อ่านของเราถึงคำถามคาใจเกี่ยวกับวัคซีนแอสตราเซเนกาและโครงการฉีดวัคซีนของออสเตรเลีย ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผู้อ่านของเราอยากรู้

ทำไมผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า 50 ปีถึงฉีดวัคซีนคนละชนิดกับผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี

กลุ่มที่ปรึกษาทางเทคนิคด้านการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแห่งออสเตรเลีย (Australian Technical Advisory Group on Immunisation: ATAGI) ออกคำแนะนำฉบับปรับปรุงล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากพบหลักฐานของผลข้างเคียง “พบได้ยากแต่รุนแรง” ของวัคซีนแอสตราเซเนกาที่สัมพันธ์กับภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombosis with thrombocytopenia syndrome: TTS)

ATAGI พิจารณาประโยชน์ของวัคซีนนี้เทียบกับความเสี่ยงแล้วพบว่าขึ้นอยู่กับอายุ การที่ผู้สูงวัยเสี่ยงต่อผลรุนแรงจากโควิด-19 มากกว่า หมายความว่าประชากรกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์มากกว่าหากได้รับวัคซีน ขณะที่ผู้มีอายุน้อยกว่ามีอัตราการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำสูงกว่า

อย่างไรก็ตาม ควรระลึกว่าคำแนะนำไม่ใช่การสั่งห้ามโดยสิ้นเชิง สำหรับคนอายุน้อยที่มีอาการประจำตัวอาจได้ประโยชน์มากกว่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ชาวออสเตรเลียควรตัดสินใจเรื่องวัคซีนร่วมกับแพทย์บนพื้นฐานของข้อมูล

กระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำว่า วัคซีนแอสตราเซเนกายังคงมีประสิทธิภาพสูง และโอกาสเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันน้อยมาก  

เมื่อไรประชากรกลุ่มสุขภาพสมบูรณ์ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปีจะมีสิทธิฉีดวัคซีน

ยังเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งยกเลิกกรอบเวลาเดิมไป ก่อนหน้านี้ทางการตั้งเป้าว่าผู้ใหญ่ทุกคนจะได้รับวัคซีนโดสแรกภายในเดือนตุลาคม ส่วนตอนนี้ นายกรัฐมนตรีหวังว่าชาวออสเตรเลียทุกคนอาจได้ฉีดวัคซีนโดสแรกทันภายในสิ้นปี แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่นอน

หมายความว่าพรมแดนระหว่างประเทศจะยังไม่เปิดในปีนี้ใช่หรือไม่

ยังไม่แน่ชัดว่าพรมแดนระหว่างประเทศจะเปิดได้เมื่อไร แต่นายกรัฐมนตรีกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 เม.ย.) ว่ารัฐบาลกำลังปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ว่าด้วยเกณฑ์ที่ออสเตรเลียต้องบรรลุเพื่อผ่อนคลายกฎระเบียบด้านพรมแดนและการกักโรคในโรงแรม

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังหยิบยกความเป็นไปได้สำหรับชาวออสเตรเลียที่ฉีดวัคซีนแล้ว ให้สามารถเดินทางไปกลับต่างประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัวในโรงแรมเมื่อกลับถึงออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเพราะให้กักตัวที่บ้านแทน หรือไม่ต้องกักตัวเลย

นายมอร์ริสันกล่าวว่า รัฐบาลยังอยู่ระหว่างหารือขอคำแนะนำเกี่ยวกับจำนวนที่สามารถรับชาวออสเตรเลียที่ได้รับวัคซีนแล้วแต่ยังคงติดค้างในต่างประเทศกลับเข้าออสเตรเลียในลักษณะเดียวกันนี้ ตลอดจนความเป็นไปได้ในการเปิดทราเวลบับเบิลกับประเทศอื่น ๆ ที่มีการบริหารจัดการวัคซีนเช่นเดียวกับออสเตรเลีย

“เรากำลังดำเนินการวางแผนและมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์หารือให้คำปรึกษากับเรา ว่าด้วยเกณฑ์ที่เราต้องบรรลุ เพื่อให้เริ่มกลัยมาเปิดประเทศได้มากกว่าที่เป็นอยู่” นายมอร์ริสันกล่าว

ระหว่างที่ประชาชนออสเตรเลียรอคอยคำแนะนำที่ว่านี้ นายคริส ริชาร์ดสัน (Chris Richardson) นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า การเดินทางระหว่างประเทศน่าจะยังเป็นไปโดยจำกัดจนถึงปี 2024 แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการผ่อนคลายข้อจำกัด

ยาเม็ดคุมกำเนิดเสี่ยงทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันเช่นเดียวกับวัคซีนแอสตราเซเนกาหรือไม่

พญ.แทรี ฟอรัน (Terri Foran) แพทย์ด้านสุขภาพทางเพศและอาจารย์มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดมีความเสี่ยงมากกว่า แต่กระนั้นกรณีที่พบก็มีน้อยมาก

พญ.ฟอรัน กล่าวว่า ผู้หญิงประมาณ 5-12 คนต่อ 10,000 คนที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดมีอาการเกี่ยวกับลิ่มเลือด แต่ภาวะลิ่มเลือดนี้ก็พบได้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ไม่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเช่นกัน ในอัตราส่วน 3-5 คนต่อ 10,000 คน ทั้งนี้ หลักฐานจากยุโรปชี้ว่า ประมาณ 1 ใน 250,000 คนที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกา มีผลวินิจฉัยพบภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่พบได้ยากนี้

“ความแตกต่างคือ คุณมีโอกาสประมาณร้อยละ 3 ที่จะเสียชีวิต [หากเกิดลิ่มเลือดอุดตัน] จากยาเม็ดคุมกำเนิด จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าหากเกิดขึ้น แต่ความเสี่ยงเสียชีวิตจริงนั้นยังคงน้อยมาก” พญ.ฟอรันกล่าวกับเอสบีเอส นิวส์

Oxford-AstraZeneca Vaccine

Oxford-AstraZeneca VaccineGetty Images

ศาสตราจารย์พอล เคลลี (Paul Kelly) ประธานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของออสเตรเลีย กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนแอสตราเซเนกาอาจมีอัตราเสียชีวิตสูงสุดร้อยละ 25 หากมีกรณีที่พบได้ยากนี้เกิดขึ้น

พญ.ฟอรัน ขอให้ใช้ความระมัดระวังเมื่อเปรียบเทียบการเกิดลิ่มเลือดอุดตันทั้งที่เป็นผลจากยาเม็ดคุมกำเนิดและจากวัคซีนแอสตราเซเนกา โดยระบุว่า ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะนี้เพิ่มขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ มากกว่าจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า โควิด-19 เชื่อมโยงกับความเสี่ยงบางประการของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันเช่นกัน

โรคประจำตัวและเงื่อนไขด้านการแพทย์ของบุคคลที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีนในระยะ 1บี มีเท่าที่ปรากฏในรายการใช่หรือไม่

โฆษกกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่า รายการโรคประจำตัวและเงื่อนไขด้านการแพทย์ของบุคคล ใช้เป็นแนวทางให้วัคซีนสำหรับระยะ 1บี แต่ไม่ได้จำกัดเฉพาะที่ปรากฏในรายการ แพทย์สามารถใช้วิจารณญาณพิจารณาว่าผู้รับบริการเข้าข่ายกลุ่มนี้หรือไม่

ผู้มีอายุมากกว่า 50 ปีจะเลือกฉีดวัคซีนไฟเซอร์ได้หรือไม่ หากมีวัคซีนเพียงพอ

โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า การฉีดวัคซีนชนิดใดนั้น “ขึ้นอยู่กับจำนวนวัคซีนที่มีพร้อมฉีด และแนวทางด้านคลินิกว่าด้วยวัคซีนที่เหมาะสมกับประชากร”

ทำไมออสเตรเลียถึงฉีดวัคซีนล่าช้าไปมาก ทั้งที่ทั่วโลกฉีดกันไปเยอะแล้ว

ออสเตรเลียฉีดวัคซีนให้ประชาชนแล้วมากกว่าหนึ่งล้านคน นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน กล่าวว่า อัตราการฉีดวัคซีนของประเทศอยู่ในระดับเดียวกับส่วนอื่นของโลก

บางประเทศเริ่มรุดหน้าฉีดวัคซีนเมื่ออนุมัติใช้วัคซีนโควิด-19 เป็นการฉุกเฉินในสถานการณ์ที่ต้องรับมือกับการระบาดรุนแรง ส่วนออสเตรเลียคอยให้คณะกรรมาธิการควบคุมดูแลผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ (Therapeutic Goods Administration: TGA) ดำเนินการตามขั้นตอนอนุมัติปกติ โดยรัฐบาลระบุว่าจะไม่ใช้วิธีลัดขั้นตอน

ออสเตรเลียยังผจญอุปสรรคเพิ่มเติมเมื่อสหภาพยุโรปสกัดกั้นการขนส่งวัคซีนแอสตราเซเนกา โดยโต้แย้งว่าผู้ผลิตต้องส่งให้ทางสหภาพตามที่สัญญาไว้ก่อน

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีมอร์ริสันกล่าวว่า ไม่ได้รับวัคซีนจากต่างประเทศจำนวน 3.1 ล้านโดสตามที่คาดหวังไว้

แม้ว่าโครงการฉีดวัคซีนจะล่าช้ากว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ในช่วงแรกต้น แต่คาดการณ์กันว่าจะเร่งฉีดได้เร็วขึ้นเมื่อเริ่มกระจายวัคซีนแอสตราเซเนกาที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม

ด้วยเหตุที่ประชาชนส่วนใหญ่ในออสเตรเลียมีกำหนดได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกา คำแนะนำล่าสุดกรณีวัคซีนชนิดนี้จึงสะเทือนกำหนดการเดิมอย่างยิ่ง

Cr. SBS THAI