รัฐวิกตอเรียเตรียมรับเที่ยวบินต่างประเทศอีกครั้ง-เพิ่มกักโรคเข้มงวดขึ้น

Mar 26 , 2021. Updated 17 hours ago By SBS News Presented by Phantida Sakulratanacharoen

เที่ยวบินโดยสารระหว่างประเทศไม่สามารถลงจอดที่นครเมลเบิร์นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากพบพนักงานในโรงแรมกักโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ที่พบในสหราชอาณาจักรจากผู้เดินทางเข้าประเทศ

โครงการกักตัวคัดกรองโรคในโรงแรมของรัฐวิคตอเรียจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งภายในสองสัปดาห์ โดยปรับมาตรการให้เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้โควิด-19 รั่วไหลเข้าสู่ชุมชน มาตรการเหล่านี้รวมถึงตรวจหาเชื้อบ่อยขึ้นในหมู่ผู้เดินทางเข้าประเทศ

นายเจมส์ เมอร์ลิโน รักษาการมุขมนตรีรัฐวิกตอเรีย ประกาศว่าเที่ยวบินระหว่างประเทศจะเริ่มลงจอดในรัฐวิกตอเรียได้ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน เป็นต้นไป

จำนวนผู้เดินทางเข้ารัฐโดยเที่ยวบินโดยสารจะจำกัดอยู่ที่ 800 คนต่อสัปดาห์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,120 คนภายในวันที่ 15 เมษายน หากงานปรับปรุงระบบระบายอากาศในโรงแรมแล้วเสร็จ

นายเมอร์ลิโนกล่าวว่า รัฐวิกตอเรียจะให้ความสำคัญกับชาวออสเตรเลียที่ “ประสบความยากลำบาก” ในต่างแดนก่อน แต่จะกดดันให้คณะรัฐมนตรีสหพันธรัฐพิจารณาจัดสรรที่นั่งโดยสาร “ในสัดส่วนไม่มาก” สำหรับ “กลุ่มผู้เดินทางด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ”

“เรายังไม่ประสงค์ให้คนเดินทางเข้าออสเตรเลียแค่เพื่อมาท่องเที่ยว” นายเมอร์ลิโนกล่าว

เที่ยวบินโดยสารระหว่างประเทศไม่สามารถลงจอดในนครเมลเบิร์นมาตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ หลังจากพบพนักงานในโรงแรมกักโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ที่พบในสหราชอาณาจักรจากผู้เดินทางเข้าประเทศที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ (Holiday Inn) ใกล้สนามบินเมลเบิร์น

กรณีดังกล่าวนำไปสู่การแพร่กระจายไวรัสเพิ่มเติม 24 ราย จนต้องประกาศมาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลาห้าวัน

การระบาดรอบสองในรัฐวิกตอเรียเมื่อปีที่แล้วซึ่งทำให้มีผู้ติดเชื้อใหม่มากกว่า 18,000 ราย และอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ถึง 112 วัน ก็มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อที่เล็ดลอดออกมาจากโรงแรมกักโรคเช่นกัน

โครงการกักตัวคัดกรองโรคในโรงแรมของรัฐวิกตอเรียจึงถูกรื้อปรับปรุงใหม่หลังการสอบสวน

นายเมอร์ลิโนยอมรับว่า ความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อยังคงมีอยู่ตลอด แต่ย้ำว่าได้ปรับปรุงหลายส่วนของโครงการตามรายงานการตรวจสอบสองฉบับที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (25 มี.ค.)

Safer Care Victoria หน่วยงานดูแลด้านการปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยของบริการสุขภาพในรัฐวิกตอเรีย เรียกร้องให้ “ยกระดับการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อ” เช่น เพิ่มการใช้หน้ากากอนามัยชนิด N95 ปรับความเข้มงวดของขั้นตอนเปลี่ยนกะพนักงาน และวางระบบออนไลน์ใหม่สำหรับการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด (contact tracing) ของเจ้าหน้าที่และครอบครัว

ทั้งยังสั่งให้มีการตรวจประเมินระบบระบายอากาศของโรงแรมกักกันโรคทุกแห่ง ซึ่งขณะนี้มี 3 แห่งจาก 19 แห่งผ่านการตรวจสอบพร้อมรับผู้เดินทางแล้ว ส่วนโรงแรมที่เหลือยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

นอกจากนี้ กำหนดให้เพิ่มจำนวนการตรวจหาเชื้อในหมู่ผู้เดินทางระหว่างกักตัวจากสองครั้งเป็นสี่ครั้ง และแนะนำให้ตรวจเชื้อเพื่อติดตามสถานะในวันที่ 17 และ 21 ด้วย

รายงานการตรวจสอบข้อกังวลที่จัดทำโดยคณะของศาสตราจารย์อัลเลน เชง (Allen Cheng) รองประธานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรัฐวิกตอเรีย เสนอข้อสรุปว่า การฉีดวัคซีนแก่เจ้าหน้าที่โรงแรมกักกันโรคอาจเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส

ผู้ปฏิบัติงานด้านการกักกันโรคด่านหน้ามากกว่า 4,150 คนได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว และอยู่ระหว่างทยอยฉีดเข็มที่สอง

รายงานฉบับดังกล่าวเสนอแนะทางเลือกสามแบบสำหรับจัดโครงการกักตัวคัดกรองโรคในอนาคต ได้แก่ รูปแบบโรงแรมที่ปรับปรุงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รูปแบบผสมระหว่างกักตัวในโรงแรมและในบ้าน หรือรูปแบบสถานกักโรคที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์เฉพาะ (purpose-built facilities) อย่างเช่นที่ โฮเวิร์ด สปริงส์ (Howard Springs) ในมณฑลนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี

พร้อมทั้งแนะนำให้จัดตั้งระบบถาวรเพื่อ “รองรับการกักโรคในอนาคตที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ แม้ว่าความจำเป็นของการกักโรคจากโควิด-19 จะหมดลงแล้ว”

ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังผลักดันแผนก่อสร้างสถานกักโรคนอกตัวเมือง แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหกเดือนจึงจะเปิดใช้งานได้ คาดว่าสถานกักโรคแห่งนี้จะรองรับผู้เดินทางได้ 250 คนต่อสัปดาห์ในเบื้องต้น

Cr. SBS THAI