ชาวเมลเบิร์นประท้วงต้านมาตรการล็อกดาวน์

เสาร์ที่ 5 กันยายน 2563 เวลา 15.25 น. เดลินิวส์

ตำรวจและผู้ชุมนุมต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์เผชิญหน้า และปะทะกันในเมืองเมลเบิร์น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในออสเตรเลีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ว่าสำนักงานตำรวจรัฐวิกตอเรียออกแถลงการณ์ว่า ประชาชนหลายร้อยคนชุมนุมและเดินขบวนในเขตใจกลางเมืองเมลเบิร์น ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันเสาร์ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการที่รัฐบาลท้องถิ่นบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ขั้นสูงสุดที่รวมถึงคำสั่งเคอร์ฟิว ยาวนานตั้งแต่ต้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผู้ประท้วงเพียงส่วนน้อยซึ่งสวมหน้ากากอนามัย และส่วนใหญ่ชูแผ่นป้ายข้อความเรียกร้องรัฐบาลท้องถิ่น “เคารพสิทธิมนุษยชน” และ “หยุดลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน”  ตลอดจน “ไม่เชื่อ”  ว่าโควิด-19 “คือโรคระบาด” แม้เจ้าหน้าที่พยายามประนีประนอมให้ผู้ชุมนุมแยกย้ายแต่ไม่ได้ผลมากนัก จนมีการกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้น เบื้องต้นตำรวจจับกุมผู้ประท้วงอย่างน้อย 15 คน ฐานพยายามประทุษร้ายเจ้าพนักงาน และออกใบสั่งให้กับมากกว่า 150 คน ฐานฝ่าฝืนมาตรการล็อกดาวน์

ขณะที่นายดาเนียล แอนดรูว์ส มุขมนตรีรัฐวิกตอเรีย กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นการกระทำของ “คนเห็นแก่ตัวและไม่ฉลาด” เนื่องจากรัฐวิกตอเรียกำลังจะเข้าสู่การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ระยะที่หนึ่ง หลังวันที่ 13 ก.ย.นี้แล้ว โดยรัฐวิกตอเรียซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด และมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รายงานผู้ป่วยใหม่ 76 คนในรอบวันที่ผ่านมา เพิ่มสถิติผู้ป่วยสะสมเป็นอย่างน้อย 19,479 คน รักษาหายแล้ว 16,784 คน เพิ่มขึ้น 159 คน และเสียชีวิตอย่างน้อย 661 คน เพิ่มขึ้น 11 คน

อนึ่ง สถิติผู้ป่วยสะสมจากโรคโควิด-19 ของรัฐวิกตอเรียคิดเป็น 75% ของผู้ติดเชื้อสะสมทั้งประเทศซึ่งมีอย่างน้อย 26,208 คน รักษาหายแล้ว 22,139 คน เพิ่มขึ้น 419 คน และเสียชีวิตอย่างน้อย  748 คน โดย 90% ของผู้เสียชีวิตอยู่ที่รัฐวิกตอเรีย.

เครดิตภาพ : AFP