รัฐวิกตอเรียอาจอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินโควิดนานกว่าที่คาด

จันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2563 เวลา 12.16 น. เดลินิวส์

แม้รัฐวิกตอเรียพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายวันน้อยที่สุดในรอบ 7 สัปดาห์ แต่รัฐซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจมั่งคั่งที่สุดของออสเตรเลียอาจอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน “อีกนานถึง 12 เดือน”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ว่านายดาเนียล แอนดรูว์ส มุขมนตรีรัฐวิกตอเรีย แถลงเมื่อวันจันทร์ เกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ ว่าผู้ป่วยสะสมมีจำนวนอย่างน้อย 18,330 คน เพิ่มขึ้น 116 คน เป็นสถิติต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. และคงเหลือผู้เข้ารับการรักษาอยู่ในระบบอย่างน้อย 3,731 คน ในจำนวนนี้อย่างน้อย 1,568 คนเชื่อมโยงกับสถานอนุเคราะห์ผู้สูงอายุ

ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมจากโรคโควิด-19 เฉพาะในรัฐวิกตอเรียเพิ่มเป็นอย่างน้อย 430 คน โดยมีการยืนยันผู้เสียชีวิตอีก 15 คนในรอบวันที่ผ่านมา และทุกคนมีความเชื่อมโยงกับสถานอนุเคราะห์ผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ รัฐวิกตอเรียซึ่งมีเมืองเมลเบิร์นเป็นเมืองเอก และเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ อยู่ในช่วงครึ่งหลังของการอยู่ภายใต้สถานการณ์ภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน พ่วงด้วยเคอร์ฟิวซึ่งมีผลบังคับใช้เฉพาะกับเมืองเมลเบิร์น โดยจะครบกำหนดในวันที่ 13 ก.ย. นี้ อย่างไรก็ตาม แอนดรูว์สกล่าวว่าเขายังได้รับรายงานการละเมิดเคอร์ฟิวและข้อกำหนดอื่นในช่วงล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ทางการกำหนดบทลงโทษปรับในอัตราสูง

SBS News

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเสนอร่างกฎหมายขยายการบังคับใช้สถานการณ์ฉุกเฉินต่ออีก 12 เดือน ให้สภาประจำรัฐพิจารณา ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ หมายความว่ารัฐซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 แต่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินนานถึง 18 เดือน จากการที่กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้สถานการณ์ฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ไม่เกิน 6 เดือน และภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินจะเป็นการเพิ่มอำนาจอัตโนมัติให้กับตำรวจและหน่วยงานสาธารณสุขในการร่วมกันควบคุมโรค

ด้านนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการต่อเรื่องนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลรัฐวิกตอเรีย ในการควบคุมวิกฤติโรคระบาดครั้งนี้ ที่ในออสเตรเลียมีผู้ป่วยสะสมอย่างน้อย 24,916 คน รักษาหายแล้ว 19,042 คน และเสียชีวิตอย่างน้อย 517 คน โดย 80% ของผู้เสียชีวิตอยู่ที่รัฐวิกตอเรีย.

เครดิตภาพ : AP

CR:เดลินิวส์