โควิด-19 บีบแควนตัสเตรียมเลิกจ้าง 6,000 คน

พฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2563 เวลา 07.30 น. เดลินิวส์

“แควนตัส” สายการบินแห่งชาติของออสเตรเลีย เตรียมปลดพนักงานทั่วโลก “อย่างน้อย 6,000 คน” และมีแผนระดมทุนครั้งใหญ่ เพื่อพยุงกิจการให้สามารถฝ่าฟันวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ไปได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ว่าสายการบินแควนตัสเผยแพร่แถลงการณ์ของนายอลัน จอยซ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ( ซีอีโอ ) เมื่อวันพฤหัสบดี เกี่ยวกับแผนการปฏิรูปองค์กรภายในระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ เพื่อให้บริษัทกลับมาสร้างผลประกอบการที่สามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง การเพิ่มมูลค่าของกิจการ และการรักษาตำแหน่งงานให้กับบุคลากรของแควนตัสให้ได้มากที่สุด

  แผนการดังกล่าวจะส่งผลให้แควนตัสต้องลดขนาดองค์กรเป็น “สายการบินขนาดเล็กในระยะสั้น”  โดยบริษัทจะพักการใช้งานเครื่องบินประมาณ 100 ลำ เป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือน แต่จะปลดระวางเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่ยังเหลืออยู่ในฝูงบินอีก 6 ลำ “ทันที” เร็วกว่ากำหนดการเดิมถึงครึ่งปี

  ขณะเดียวกัน แควนตัสจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงาน “อย่างน้อย” 6,000 คนทั่วโลก คิดเป็นประมาณ 20% จากที่มีอยู่ประมาณ 29,000 คนในปัจจุบัน นอกเหนือจากพนักงานอีกอย่างน้อย 15,000 คน ซึ่งต้องพักงานอย่างไม่มีกำหนดต่อไป ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรด้านปฏิบัติการระหว่างประเทศ โดยมาตรการพักงานจะมีผลจนกว่าสถานการณ์การบินพาณิชย์โลก “จะดีขึ้นกว่านี้” จนแควนตัสสามารถกลับมาให้บริการได้มากขึ้น แม้ตอนนี้กลับมาให้บริการเส้นทางบินภายในประเทศได้แล้ว แต่ยังคงต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดหลายประการ

  ทั้งนี้ การดำเนินงานตามแผนการปฏิรูปโครงสร้างของแควนตัสจะใช้งบประมาณประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ( ราว 21,193.28 ล้านบาท ) แต่ในระหว่างนี้บริษัทมีแผนเตรียมออกพันธบัตรระดมทุนเป็นวงเงิน 1,900 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ( ราว 40,267.24 ล้านบาท ) เพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับสายการบิน

  ความเคลื่อนไหวของแควนตัสไม่ต่างจากสถานการณ์ของสายการบินพาณิชย์ทุกแห่งบนโลก ซึ่งต่างกำลังพยายามหาทางรักษาเสถียรภาพขององค์กรให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดน้ำมันโลกและทุกแขนงของอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์โลก โดยแควนตัสระงับให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา และจะมีผลจนถึงช่วงปลายเดือนต.ค. นี้ ยกเว้นเส้นทางนิวซีแลนด์ ตามข้อตกลงระเบียงการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ.

เครดิตภาพ : REUTERS

CR:เดลินิวส์