ศาลจีนสั่งประหารชีวิตชายออสเตรเลียขนยาเสพติด

เสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2563 เวลา 14.44 น. เดลินิวส์

ศาลประชาชนในมณฑลกวางตุ้งของจีนตัดสินให้ชายสัญชาติออสเตรเลียคนหนึ่ง รับโทษประหารชีวิตฐานลำเลียงยาเสพติดเข้าประเทศ ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลปักกิ่งที่จะยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ว่าศาลประชาชนชั้นกลางแห่งเมืองกว่างโจว เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง มีคำพิพากษาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่เพิ่งมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ ให้ชายสัญชาติออสเตรเลียซึ่งถอดจากพยัญชนะพินอินอ่านว่า “คามู จิไลซิบี” รับโทษประหารชีวิตในคดียาเสพติด แต่ไม่มีการให้รายละเอียดใดเพิ่มเติมอีก

ขณะที่กระทรวงกาารต่างประเทศของออสเตรเลียออกแถลงการณ์ว่า “เสียใจเป็นอย่างยิ่ง” เมื่อทราบข่าว และตอนนี้สถานกงสุลของออสเตรเลียประจำเมืองกว่างโจวกำลังดำเนินการให้ความช่วยเหลือพลเมืองรายนี้ “เท่าที่จะเป็นไปได้” พร้อมทั้งยืนยันจุดยืนของรัฐบาลแคนเบอร์ราในการคัดค้านโทษประหารชีวิต

ด้านสื่อท้องถิ่นหลายแห่งในจีนรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลปักกิ่งจับกุมจิลเลสพีที่ท่าอากาศยานนานาชาติกว่างโจว เมื่อเดือนธ.ค.2556 พร้อมของกลางเป็นยาบ้าน้ำหนักรวม 7.5 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสัมภาระที่นำติดตัวขึ้นเครื่องบิน ส่วนสื่อของออสเตรเลียรายงานเพียงว่า ชายคนดังกล่าวชื่อนาย “คาเมรอน จิลเลสพี”

ปัจจุบันจีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีตึงเครียดมากขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ และการที่ต่างฝ่ายต่างแข่งขันกันขยายอิทธิพลเหนือประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้นอีกขั้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ จากการที่รัฐบาลแคนเบอร์ราเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับ “แหล่งกำเนิดแท้จริง” ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ท่าทีของออสเตรเลียสร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับจีน ซึ่งประกาศขึ้นภาษีข้าวบาร์เลย์ และเตือนภัยพลเมืองจีนในการเดินทางมาท่องเที่ยวและศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย โดยในประเด็นหลักรัฐบาลปักกิ่งให้เหตุผลเกี่ยวกับ “การเหยียดเชื้อชาติและสีผิว” แต่นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ยืนยันออสเตรเลียไม่ใช่สังคมที่มีทัศนติแบบนั้น และรัฐบาลแคนเบอร์ราจะไม่ “ก้มหัวให้กับการบีบบังคับ” เช่นนี้.

เครดิตภาพ : REUTERS

CR:เดลินิวส์