จีนรีดภาษีตอบโต้ออสเตรเลียทุ่มตลาดข้าวบาร์เลย์

อังคารที่ 19 พฤษภาคม 2563 เวลา 14.30 น. เดลินิวส์

รัฐบาลออสเตรเลีย “ผิดหวังอย่างหนัก” หลังถูกรัฐบาลจีนขึ้นภาษีข้าวบาร์เลย์ที่ระดับ 80.5% ตอบโต้การทุ่มตลาดและอุดหนุนสินค้า ท่ามกลางความสัมพันธ์ตึงเครียดเป็นทุนเดิม แล้วมีประเด็นไวรัสโคโรนามากระตุ้นอีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ว่ากระทรวงพาณิชย์ของจีนออกแถลงการณ์ เรื่องการใช้มาตรการ “ตอบโต้” การทุ่มตลาดและการอุดหนุนต่อข้าวบาร์เลย์ของออสเตรเลีย ด้วยการขึ้นภาษีเป็นอัตรา 80.5% เป็นเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.นี้เป็นต้นไป โดยยืนยันว่าเป็นไปตามผลการตรวจสอบอย่างละเอียดที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 เนื่องจากการที่รัฐบาลแคนเบอร์รา “ให้ความสนับสนุนมากเกินไป” ต่ออุตสาหกรรมข้าวบาร์เลย์ท้องถิ่น “ส่งผลกระทบอย่างหนัก” ต่อประเทศคู่ค้า

  ทั้งนี้ มาตรการตอบโต้ดังกล่าวแบ่งเป็นอัตราภาษี 73.6% กับผู้ประกอบการด้านข้าวบาร์เลย์ทุกแห่งของออสเตรเลีย รวมถึงบริษัทส่งออกรายใหญ่ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ “อิลูก้า ทรัสต์” “คัลแกน นอมินีส์” “เจดับเบิลยู แอนด์ เจไอ แมคโดนัลด์ แอนด์ ซันส์” และ “เฮย์ครอฟต์ เอ็นเตอร์ไพรเซส” ส่วนอัตราภาษีอีก 6.9% ไว้สำหรับตอบโต้การอุดหนุนตลาด

ปัจจุบันออสเตรเลียเป็นประเทศคู่ค้าข้าวบาร์เลย์รายใหญ่ที่สุดของจีน โดบมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ระหว่าง 1,500 ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ( ราว 31,348.44 ถึง 41,797.92 ล้านบาท ) การดำเนินการของจีนย่อมส่งผลกระทบมากกว่าความร่วมมือทางการค้าระดับทวิภาคีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่จีนยังมีทางเลือกมากกว่าด้วยการหันไปนำเข้าสินค้าแบบเดียวกันจากฝรั่งเศส แคนาดา อาร์เจนตินา หรือประเทศขนาดเล็กอีกหลายแห่งในทวีปยุโรป

  แต่นายไซมอน เบอร์มิงแฮม รมว.กระทรวงการค้าของออสเตรเลีย กล่าวว่าสถานการณที่เกิดขึ้น “น่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง” และกำลังพิจารณาหาช่องทางร้องเรียนอย่างเป็นธรรม ด้านแหล่งข่าวในรัฐบาลแคนเบอร์ราเผยว่า มีแผนเพิ่มการส่งออกข้าวบาร์เลย์ไปยังซาอุดีอาระเบีย ทว่าส่วนต่างไม่น่าทดแทนกันได้

  อนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับออสเตรเลียตึงเครียดมาตั้งแต่ปี 2561 จากกรณีรัฐบาลแคนเบอร์ราแบนการให้บริษัทหัวเว่ยเข้าร่วมโครงการวางระบบและพัฒนาเครือข่าย 5จี  แต่ก่อนถึงเรื่องนี้ทั้งสองประเทศขับเคี่ยวกันมานานแล้ว ในการสร้างอิทธิพลเหนือกลุ่มประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศทวีความตึงเครียด เมื่อออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มแรกที่เรียกร้องให้มีการตรวจสอบหา “แหล่งกำเนิดที่แท้จริง” ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลปักกิ่งประกาศระงับการนำเข้าเนื้อวัวจากบริษัทใหญ่ 4 แห่งของออสเตรเลีย เนื่องจาก “ละเมิดมาตรการด้านศุลกากรซ้ำแล้วซ้ำเล่า”.

เครดิตภาพ : REUTERS

CR: เดลินิวส์